วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559

RxPhotoStoryกินยาสองในสามชนิด

เริ่มทำงานวันแรกของปีใหม่ ก็เหมือนปีเก่าที่หน้าที่เภสัชกรโรงพยาบาลของฉัน คือการจ่ายยาให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาล ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ใช้ยาในกลุ่มโรคเรื้อรัง แล้วบุพเพก็ลิขิตให้ฉันได้พบปะพูดคุยกับคุณลุงผู้ที่เป็นเจ้าของโรคความดันโลหิตสูง ที่มียาลดความดันอยู่ในความครอบครองถึงสามชนิด
แต่เมื่อฉันทบทวนการกินยา คุณลุงก็ยืนยันว่ากินยาความดันแค่สองตัวฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติอะไรบางอย่าง คุณลุงจึงขยายความเพิ่มว่าเมื่อก่อนยาความดันของลุงมีแค่สองตัว แต่คราวที่แล้วหมอเพิ่มยาตัวใหม่ให้ลุง ลุงก็เห็นว่ายามันความแรงเท่ากัน ก็ดูเลข 50ที่แผง เลยกินแค่ตัวใดตัวหนึ่ง ถ้ากินแถบดำ(รุ่นเก่า)ก็ไม่กินแถบขาว(รุ่นใหม่) แต่ก็กินคู่กับยาอีกตัวหนึ่งทุกวันนะ
เภสัชขอเวลาอึ้งไปสามวินาทีกับเหตุผลในการกินยาของคุณลุง ก่อนที่จะทำให้ฉันบรรลุว่าทำไมความดันของลุงถึงยังอยู่เหนือเส้นปกติ เมื่อทราบเหตุผลที่แท้จริงแล้วฉันไม่รอช้าที่จะปรับความเข้าใจกับคุณลุงใหม่ เพียงไม่นานคุณลุงก็ยอมกินยาความดันให้ครบสามตัวตามที่หมอให้ไป หวังว่านัดหน้าความดันของคุณลุงจะอยู่ในเกณฑ์ปกตินะคะ

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาเหลือใช้”


              เมื่อสองสามปีก่อนได้มีการรณรงค์ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ ยาเหลือใช้ โดยริเริ่มโครงการกล่องบริจาคยาที่หน้าห้องจ่ายยาเพื่อรับคืนยาเหลือใช้คืนเพื่อลดยาหมดอายุ พบว่ามียาเหลือคืนเป็นจำนวนมาก ยาส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพดี คิดเป็นมูลค่าประหยัดให้กบโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งนั้นกลับทำให้ได้เห็นถึงอีกปัญหา นั่นคือ ความไม่ร่วมมือจากการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ เพรายาที่มักเป็นยาโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง
               ช่วงเช้าของวันทำงาน เจ้าหน้าที่ได้แกะถุงยาบริจาคใบใหญ่ซึ่งภายในมีกล่องยาจำนวนมากบรรจุอยู่ เมื่อนำมาคิดมูลค่าก็พบว่ายาที่ได้รับคืนเพียงชนิดเดียวนั้นมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนสามหมื่นบาท บนยาแต่ละกล่องยังคงมีฉลากยา ระบุชื่อคนไข้คนเดียวกัน ยาที่ได้รับยาในแต่ละครั้งถูกมัดไว้ด้วยกันอย่างดีเหมือนไม่เคยถูกเปิดออกมาใช้เลย
               
              จากการตรวจสอบข้อมูลก็พบว่าคุณลุงเป็นคนไข้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ที่จำเป็นต้องได้รับยาชนิดนี้เพื่อต้านการทำงานของฮอร์โมนเพศชายที่เป็นตัวเร่งให้โรคร้ายกำเริบรุนแรงขึ้น  สอดคล้องกับประวัติการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลของคุณลุง โดยญาติที่มารับยาแทนคงไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้คุณลุงไม่รับประทานยาชนิดนี้
             แม้ว่าคุณลุงไม่ใช่คนแรกที่คืนยาที่มีมูลค่าสูงเช่นนี้ บางคนเก็บยานั้นไว้จนยาหมดอายุแล้ว สิ่งที่มากกว่ามูลค่ายาที่สูญเปล่าคือความรู้สึกเป็นห่วงสุขภาพของผู้ที่ใช้ยา ยังไงเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เป็นบทเรียนที่ตอกย้ำถึงความสำคัญที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยต้องร่วมมือกันทบทวนถึงปัญหายาเหลือใช้กันต่อไป

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาสลับซอง”

            จริงๆแล้วภาพนี้ต้องการสื่อถึงยามากกว่าสิบรายการที่ผู้ป่วยได้รับ โดยหนึ่งในนั้นมียาความดันที่แพทย์จำเป็นต้องปรับเพิ่มยาตามระดับความดันที่ยังอยู่เหนือค่าปกติ จากเดิมที่กินยาความดันครั้งละหนึ่งเม็ด วันละหนึ่งครั้ง เป็นกินยาครั้งละหนึ่งเม็ด วันละสองครั้ง เป็นปัญหาที่พบบ่อยว่าผู้สูงอายุมักจะกินยาเหมือนเดิมตามความทรงจำครั้งก่อน ทำให้ยาไม่เพียงพอที่จะควบคุมความดันให้ลงได้
             แต่เมื่อพิจารณาเข้าไปในรายละเอียดจะพบแผงยาเบาหวานอยู่ในซองที่เป็นยาความดัน จากการคาดคะเนตามประสบการณ์ก็พบว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากยาทั้งสองชนิดมีขนาดแผงเท่ากันและสีแผงยาคล้ายกัน เป็นเรื่องอันตรายถ้าคุณยายหยิบยาเบาหวานมากินเพราะคิดว่าเป็นยาความดัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด ใจสั่น จากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ในขณะที่ความดันโลหิตอาจจะสูง เป็นผลจากการไม่ได้รับยาลดความดันที่สมควรจะได้
             ในกระบวนการคัดเลือกยา มีความพยายาม เพื่อป้องกันการจัดยาผิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบังคับโรงงานผลิตยาให้แตกต่างกันทุกชนิด นอกจากนั้นผู้สูงอายุหลายคนมักจะแกะเม็ดยาออกจากแผงที่ได้รับจากโรงพยาบาลเพื่อความสะดวกในการหยิบกินแต่ถ้าสลับเม็ดยากัน ยาเม็ดกลมๆขาวๆนั้นก็อาจจะไม่ใช่ยาที่ถูกต้องสำหรับคนไข้ และยาบางรายการยังมีปัญหาเรื่องความชื้นและแสงแดดที่ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง จนต้องบรรจุยาไว้ในแผง จนกว่าจะเปิดกิน

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ฉลากยาตัวเล็ก”


            เมื่อปลายปีที่แล้วห้องยาได้ปรับปรุงฉลากยาให้มีตัวอักษรขนาดใหญ่และชัดเจนขึ้น เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการอ่านฉลากของผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ดูเหมือนว่าจะยังคงไม่เพียงพอกับสายตาของผู้ป่วยสูงวัยหลายๆคน ดังตัวอย่างของคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังได้รับยาและคำแนะนำจากฉัน เมื่อฉันขอทบทวนวิธีกินยาเพื่อความแน่ใจ คุณลุงก็หยิบอุปกรณ์เสริมพิเศษ เป็นแว่นขยายพร้อมไฟส่องดูพระมาประยุกต์ใช้ในการช่วยอ่านฉลากยาด้วยความคล่องแคล่ว ทำให้ฉันประทับใจในการใส่ใจเรื่องการกินยาของคุณลุงเป็นอย่างมาก
          นอกจากนั้นยังสอดคล้องกับการพูดคุยกับลูกหลานที่รับยาแทนผู้สูงอายุก็จะได้รับคำบอกเล่าว่าเมื่อได้รับวองยากลับบ้านไปแล้ว ต้องเขียนตัวหนังสือหน้าซองยาด้วยปากกาเมจิกให้ตัวใหญ่อ่านง่ายขึ้น เพราะส่วนใหญ่คุณตาคุณยายจะจัดยาด้วยตัวเอง หลายคนรู้หนังสือแต่มีปัญหาด้านสายตาที่ฝ้าฟางตามกาลเวลา
                         
            ดังนั้นปากกาสีเข้มจึงเป็นอุปกรณ์ประจำโต๊ะจ่ายยาที่เภสัชกรมีไว้ให้บริการกับผู้ป่วยคนพิเศษที่ร้องขอเช่นเดียวกับคุณป้าที่พึงพอใจกับลายมือของฉันบนซองยาซึ่งฉันได้แต่หวังว่าคุณป้าจะใช้ยาได้อย่างถูกต้องเพื่อประโยชน์ของตัวป้าเอง

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาเปลี่ยนแผง”


         ในขณะที่ฉันนั่งจ่ายยาอยู่ ในช่วงที่ยังไม่มีคนไข้มารับยา คุณลุงคนหนึ่งถือยาสองแผงเดินเข้ามาให้ฉันช่วยดูว่าเป็นยาชนิดเดียวกันหรือไม่ เพราะแผงยาคนละสี ยาความดันตัวเดิมของคุณลุงเป็นแผงสีน้ำตาลตัวอักษรสีแดง แต่ยาความดันแผงใหม่เป็นแผงสีน้ำตาลตัวอักษรสีเขียว ในสายตาของเภสัชกร มองสักครู่ก็รู้แล้วว่าเป็นชื่อยาตัวเดียวกัน เพราะชื่อยาภาษาอังกฤษและความแรงของยาเท่ากัน เพียงแต่แตกต่างกันที่บริษัทผู้ผลิตยา เนื่องจากความจำเป็นด้านการจัดซื้อยา โดยที่แต่ละบริษัทก็มีแผงยาคนละสี ทั้งที่เป็นยาชนิดเดียวกัน  
            
เมื่อย้อนไปในครั้งก่อนคุณลุงไม่ได้มารับยาด้วยตัวเอง ทำให้ไม่ได้ฟังคำอธิบายจากเภสัชกรถึงยาเปลี่ยนบริษัท สำหรับยาโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยสูงอายุมักจะติดกับเม็ดยาแบบเดิม แผงยาแบบเดิม เภสัชกรจึงต้องเน้นอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจยารุ่นใหม่ก่อนนำยากลับไปใช้ที่บ้านทุกครั้ง แม้ว่าบางครั้งจะมีความเบื่อหน่ายที่ต้องพูดเรื่องซ้ำเดิมมากกว่ายี่สิบรอบต่อวัน แต่เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาของผู้ป่วย ไม่ให้ขาดยาเพราะไม่กล้ากินยาแบบใหม่ หรือไม่กินยาซ้ำทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่พร้อมกัน ก็เป็นความจำเป็นที่เภสัชกรผู้จ่ายยาต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาเปลี่ยนวิธีกิน"


ถ้าเรายังเป็นหนุ่มเป็นสาว การกินยาสักวันละสิบเม็ดคงยังไม่เป็นเรื่องยากแต่เมื่อเราอายุมากขึ้น สายตาที่เริ่มฝ้าฟาง นิ้วมือที่ล้าอ่อนแรง ความจำที่หลงลืมงาย คงเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการกินยา แต่ในบางครั้งความจำของผู้สูงอายุก็ดีเกินกว่าที่จะเปลี่ยนง่ายๆ พบว่าผู้สูงอายุหลายคนที่อ่านหนังสือไม่ได้จะกินยาตามความจำเดิมหรือความรู้สึกเก่าซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
                 
ถ้าครั้งก่อนเคยกินยาเท่าไหรก็จะกินยาเท่านั้นตลอด แม้ว่าในปัจจุบันคุณหมอจะเพิ่มหรือลดจำนวนยาให้เหมาะกับภาวะโรคในขณะนั้น นั่นทำให้ผลการรักษายังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หลายครั้งที่หมอลดยาลงแล้วแต่ผู้ป่วยยังกินยาเท่าเดิมก็จะทำให้ยาไม่พอนัด ส่งผลให้ขาดยาไปช่วงหนึ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความจำของผู้สูงอายุก็มีผลต่อการกินยา เพราะอาจไม่แน่ใจว่ากินยาแล้วหรือยัง การลืมกินยาก็มีผลถึงการรักษา ส่วนการกินยาซ้ำก็มีผลต่อการเกิดอาการข้างเคียงของยา ดังนั้นควรมีวิธีช่วยเตือนความจำให้ผู้สูงอายุในการกินยาอย่างต่อเนื่อง

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาต่างโรงพยาบาล”


           ในยุคสมัยนี้เราสามารถเข้าถึงยาได้ง่าย คนไข้มีโอกาสได้รับยาจากหลายแห่ง ทั้งร้านขายยา สถานีอนามัย คลินิก หรือโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรรักษาที่สถานพยาบาลเดิม เพื่อความต่อเนื่องของประวัติการรักษา แต่จากประสบการณ์พบว่าหลายครั้งที่พบว่าคนไข้เริ่มการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน โดยยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแลกกับความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา จนหมดงบประมาณและเปลี่ยนการรักษามาโรงพยาบาลรัฐบาลตามสิทธิ์การรักษา หรือคนไข้สิทธิ์ประกันสังคมที่จำเป็นต้องย้ายโรงพยาบาลไปตามสถานที่ทำงาน
            คุณหมอหน้าใหม่ในโรงพยาบาลใหม่ ก็จะพยายามเลือกยาโรคเรื้อรังตัวใหม่ให้ใกล้เคียงกับยาเดิมที่สุด แม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะไม่เหมือนเดิมเพราะต่างบริษัท หรือต่างความแรง บางชนิดต้องเพิ่มเป็นสองเม็ด บางชนิดอาจลดยาเหลือครึ่งเม็ด ถึงจะได้เนื้อยาเป็นยาตัวเดิมที่มีขนาดเท่าเดิม
                          
            แสดงให้เห็นว่าเภสัชกรเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการให้คำอธิบายและเปรียบเทียบยาเก่าจากโรงพยาบาลเก่ากับยาใหม่จากโรงพยาบาลใหม่ โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนยา ให้คำแนนำเน้นย้ำวิธีกินที่อาจมีความเปลี่ยนแปลง ทั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่เหมาะสม