วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตผม…มีแต่ก๋ง

ลมโชยพาพัดกลิ่นปลาเค็มที่ตากไว้มาแตะจมูก เสียงละครโทรทัศน์ที่ดังลอดรั้วสังกะสี ระหว่างทางคอนกรีตแคบ ๆ ที่ทอดตัวผ่านกลุ่มบ้านเช่าขนาดเล็กที่ปลูกไว้ติดติดกัน ตลอดเส้นทางที่ฉันกำลังเดินผ่าน เพื่อนำทางไปสู่จุดหมายตามที่ได้ตั้งใจไว้
วันนี้หมอมาเยี่ยมโอ๊ตอีกแล้วหรือ
เสียงทักทายจากชาวบ้านที่เคยไปที่โรงพยาบาลแล้วจำฉันได้ แสดงให้เห็นว่าน้องโอ๊ตคงจะเป็นคนดังสำหรับชุมชนนี้ ทันทีที่เห็นพระเอกของฉัน เด็กผู้ชาย รูปร่างผอมแห้ง ใบหน้าซีดเซียว ตัวเล็กเท่าเด็กอายุเจ็ดปีทั้งที่ตอนนี้เขาอายุสิบกว่าปีแล้ว ตามผิวหนังมีจุดแผลเป็นเต็มตัว  เขากำลังยืนเหม่ออยู่หน้าบ้านในขณะที่ถูกทักทาย ด้วยสายน้ำจากปืนฉีดน้ำที่อยู่ในมือของฉัน แล้วก็เป็นไปตามคาด สีหน้าประหลาดใจ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น ก่อนที่น้องโอ๊ตจะวิ่งหลบหายเข้าไปในบ้าน
ฉันยิ้มอย่างสนุกใจพร้อมกับยกมือไหว้สวัสดี ชายชราเชื้อสายจีน ท่าทางใจดีที่น้องโอ๊ตเรียกว่า ก๋ง ซึ่งนั่งเล่นอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน ก๋งกวักมือเรียกให้แขกผู้มาเยือนลงนั่งข้างกัน ระหว่างการพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบ ฉันก็เหลือบไปเห็นว่าน้องโอ๊ตกำลังซ่อนตัวอยู่ที่ขอบหน้าต่าง เพื่อหาจังหวะฉีดน้ำใส่ฉัน หลังจากที่แอบไปเติมน้ำใส่กระบอกปืนฉีดน้ำสีสดใส ที่ฉันเอามาฝากเป็นของขวัญวันสงกรานต์ 
ก๋งพาฉันเที่ยวชมบ้านของแก ซึ่งแค่เดินสิบก้าวก็ทั่ว ภายในบ้านปูนชั้นเดียว แบ่งเป็น 2 ห้อง มีห้องน้ำและที่ทำครัวอยู่ด้านหลัง ห้องนอนของก๋งกับน้องโอ๊ตค่อนข้างคับแคบ มีเพียงที่นอนหมอนมุ้งสีคล้ำหมอง แต่ก็เป็นห้องนอนที่แสนอบอุ่นของชายทั้งสอง กล่องยาที่ถูกซุกอยู่ข้างที่นอนนั้น ภายในช่องใส่ยามื้อล่าสุดได้ว่างเปล่าไปแล้ว นั้นแสดงให้เห็นว่าวันนี้น้องโอ๊ตน่าจะกินยาครบแล้ว
เป็นเวลาเกือบสามปีแล้วที่ฉันได้รู้จักกับครอบครัวนี้  นับจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดย่อมที่อยู่ข้าง ๆ ห้องยา หน้าห้องมีตัวอักษรว่า...ห้องให้คำปรึกษาเรื่องยา 
น้องแก้วคะ วันนี้พี่ขอส่งคนไข้เด็กมาประเมินความพร้อมในการรับยาต้านไวรัสนะคะ 
ต่อมาฉันก็ได้ต้อนรับชายชราที่เดินไม่ถนัด จูงมือนำหน้าเด็กชายตัวน้อยที่เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตากับฉันที่กำลังยิ้มให้ ภายหลังจากการแนะนำตัว น้องโอ๊ตก็ยังคงนิ่งเงียบ  ไม่พูดไม่คุย  ฉันรู้ตัวแล้วว่าตัวเองคงจะได้เจอกับบททดสอบที่ท้าทายในวันนี้
มันเป็นเรื่องยากและทำให้ฉันลำบากใจอยู่ไม่น้อย ที่ต้องตัดสินเริ่มยาต้านไวรัสให้กับเด็กที่เพิ่งได้พบกันเป็นครั้งแรก ฉันรีบกวาดสายตาศึกษาประวัติของน้องโอ๊ตจากผังเครือญาติที่แทรกอยู่ในแฟ้มประวัติที่รับมาจากห้องตรวจกุมารเวชด้วยระยะเวลาอันสั้น
น้องโอ๊ตเป็นหนึ่งในเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวี ต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปหลังจากน้องโอ๊ตเพิ่งเกิดได้ไม่นาน น้องโอ๊ตมีพี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน แต่ไม่ติดเชื้อ 2 คน ปู่หรือที่โอ๊ตเรียกว่า ก๋ง จึงไปรับตัวมาจากเชียงใหม่ เพื่อมาเลี้ยงดูที่มหาชัย ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ก๋งและโอ๊ตก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานกว่าสิบปีแล้วโดยที่ก๋งจะคอยดูแลความเป็นอยู่ทุกอย่างของโอ๊ตตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน หรือแม้กระทั่งพามาหาหมอ
ในปัจจุบันก๋งอายุ 72 ปีแล้ว มีโรคประจำตัวรุมเร้า ทั้งเบาหวาน ความดัน มานานหลายปี ส่งผลให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินกะโผลกกะเผลก เป็นผลจากโรคแทรกซ้อน และด้วยสายตามี่เริ่มฝ้าฟาง ก๋งจึงไม่ได้ประกอบอาชีพ บางครั้งต้องยืมเงินคนอื่น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสองชีวิต ก๋งรู้ทั้งรู้ว่าน้องโอ๊ตติดเชื้อเอชไอวีแต่ก็ยังรักและเอ็นดูหลานชายตัวน้อย
โอ๊ตมันเก่ง เป็นคำพูดติดปากของก๋ง
แววตาของผู้สูงวัยที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ความใฝ่ฝัน ที่อยากเห็นหลานชายมีสุขภาพดี มีอายุยืนยาวด้วยยาต้านไวรัส นั้นช่างขัดแย้งกับสีหน้าของผู้อ่อนวัยกว่าที่ทั้งแห้งแล้ง เรียบนิ่งและว่างเปล่า ยากจะคาดเดาได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ฉันพยายามกลั้นคิ้วไม่ให้มาชนกัน ในเวลาที่ต้องประเมินศักยภาพของผู้ปกครองที่มีหน้าที่ช่วยเหลือเด็กให้กินยาอย่างเคร่งครัด เพราะคำถามในใจของฉันที่ว่าชายสูงอายุ ที่ดูแลตัวเองแทบไม่ไหว จะมีกำลังพอที่จะรับมือกับภารกิจสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ และจะอยู่เคียงข้างกับโอ๊ตไปได้นานเท่าใด อย่างไรก็ตามก๋งก็ยังคงยืนยันว่าอยากให้น้องโอ๊ตได้รับยาต้านไวรัส ทั้งที่วิธีการกินยุ่งยากกว่ายาเบาหวาน ความดัน หนึ่งกำมือที่ก๋งต้องกินอยู่ทุกวัน
น้องโอ๊ตได้เริ่มเข้าโครงการรับยาต้านไวรัสตั้งแต่ปี 2548 เมื่ออายุเพียง 10 ปี ยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะทราบว่าตัวเองเหลือเซลล์ภูมิคุ้มกันเพียงแค่ 6 ตัว ในขณะที่คนปกติจะมีเป็นพันตัว ทำให้ร่างกายของน้องโอ๊ตไวต่อการรับเชื้อโรคแทรกซ้อน นั่นก็เป็นเหตุผลที่น้องโอ๊ตป่วยบ่อย จำเป็นต้องหยุดโรงเรียน เรียนไม่ทันพื่อน ทั้งยังไม่ได้ไปโรงเรียนมา 5 เดือนแล้ว ทำให้น้องโอ๊ตกลายเป็นเสือยิ้มยากอย่างที่เห็น
ใบหน้าซีดขาวเพราะภาวะโลหิตจาง ข้อแขนที่กำได้รอบ ส่วนสูงที่ไม่เป็นไปตามอายุจริง น่าจะเป็นผลมาจากเชื้อโรคที่ติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด วันนี้ก็เหมือนเช่นเคย เด็กชายโอ๊ตนอนขดตัว กอดเข่าอยู่บนเตียงที่หอผู้ป่วย แขนเต็มไปด้วยสายยางให้เลือดและน้ำเกลือ ก๋งนั่งเฝ้าอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงไม่ห่าง ยิ่งเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย น้องโอ๊ตก็ยิ่งเงียบซึม ก๋งบอกฉันว่าเป็นน้องโอ๊ตกลัวการเจาะเลือด แต่ก็ไม่เคยร้องไห้...แม้ว่าน้องโอ๊ตยังอ่านหนังสือไม่ได้ แต่ก็ชอบวาดรูป ฉันขอดูผลงานในสมุดระบายสีรูปยอดมนุษย์ ที่ฉันเคยซื้อไปฝากโดยที่น้องโอ๊ตก็ยอมให้ดูแบบเขินเขิน
ภาพเด็กผู้ชายตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างเภสัชกร ตรงโต๊ะจ่ายยา มักจะเป็นที่คุ้นตาสำหรับเจ้าหน้าที่ห้องยาเสมอ เวลาน้องโอ๊ตมาโรงพยาบาล ระหว่างกำลังรอรับยาของตัวเองที่ต้องใช้เวลาจัดยานานกว่าปกติ น้องโอ๊ตก็จะช่วยหยิบถุงพลาสติกเพื่อเตรียมให้ฉันใส่ยาสำหรับผู้ป่วยคนอื่น  
เมื่อถึงเวลารับยาของตัวเองแล้วฉันถามเด็กชายโอ๊ตว่า
วันนี้น้องโอ๊ตกินยาหรือยัง
กินแล้ววว
เสียงแหลมเล็กที่ตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม แม้ว่าจะเป็นคำสั้นๆ แต่ก็เป็นคำที่ทำให้คนที่ถามอิ่มใจ
หนึ่งปีต่อมา หลังจากน้องโอ๊ตเริ่มต้นรับยาต้านไวรัส สิ่งที่ฉันไม่อยากให้เกิดก็ได้ปรากฏขึ้นมา เมื่อก็ถึงเวลาที่จำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อติดตามผลการรักษา แล้วผลตรวจทางห้องปฎิบัติการยืนยันว่า ไม่พบระดับยาในเลือดของน้องโอ๊ต ประกอบกับผลการตรวจหาภูมิคุ้มกันที่มีแนวโน้มลดลง สร้างความผิดหวังให้กับฉันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
 ทั้งที่น้องโอ๊ตและก๋งก็ยืนยันว่ากินยาสม่ำเสมอ แต่เมื่อทั้งสองได้สบตากับแววตาพิพากษาของฉัน ก๋งก็สารภาพว่ามีบางครั้งที่ก๋งต้องคอยตามหาหลานที่งอแงอยากเล่นต่อ จนเลยเวลาที่ต้องกินยา  นั้นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เชื้อไวรัสในตัวของน้องโอ๊ตเริ่มดื้อยาสูตรนี้แล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนไปกินยาสูตรที่สองซึ่งมีจำนวนเม็ดยาเพิ่มขึ้นและยุ่งยากมากขึ้น ทั้งที่ฉันเริ่มท้อใจ แต่ก๋งก็ยังคงแสดงความมั่นใจว่าโอ๊ตพร้อมที่จะรับยาสูตรใหม่
ก๋งและน้องโอ๊ตยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะรับยา รอรับฟังคำอธิบายถึงยาที่ต้องเริ่มกินยาสูตรใหม่ในวันนี้
ยาตัวนี้เป็นยาป้องกันการติดเชื้อในปอดนะคะ ให้กินหนึ่งเม็ดสัปดาห์ละสามครั้ง...
ส่วนยาป้องกันเชื้อราตัวนี้กินครั้งละครึ่งแคปซูลวันละครั้งเดียว...
ยาต้านให้กินเศษหนึ่งส่วนสามเม็ด วันละสองครั้ง ห่างกันสิบสองชั่วโมง
สายตาสงสัยของน้องโอ๊ตที่จ้องมองเม็ดยาที่มีขนาดเท่าเหรียญห้าบาท ทำให้ฉันต้องรีบอธิบายว่ายาตัวนี้ให้ละลายเม็ดยาในน้ำก่อนกิน  ไม่ต้องกลืนยาทั้งเม็ด หรือแม้แต่สีหน้าของก๋งที่กำลังกังวลว่าที่บ้านไม่มีตู้เย็นสำหรับแช่ยา ทำให้ฉันแนะนำว่ายาเย็นสามารถแช่ในกระติกน้ำแข็งหรือฝากเพื่อนบ้านไว้ก็ได้ และแล้วฉันก็ได้กลับมาเห็นความมุ่งมั่นในการกินยาของสองก๋งหลานเหมือนเคย
สูตรยาของน้องโอ๊ตเหมือนเป็นข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับเภสัชกร เพราะเต็มไปด้วยสิ่งที่ท้าทายทำให้ฉันต้องค้นคว้าหาวิธีช่วยเหลือน้องโอ๊ตให้กินยาได้ง่ายขึ้น ถ้านึกถึงเวลาที่ตัวเองต้องกินยาแก้หวัดแค่ไม่กี่เม็ด ยังกินไม่เคยครบตามที่หมอสั่งเลย ทั้งที่สิ่งนั้นยังง่ายกว่าการที่เด็กคนหนึ่งจะต้องกินยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต
ด้วยมืออันสั่นเทาของก๋ง กับมือเล็กที่บอบบางไร้เรี่ยวแรงของโอ๊ต ช่วยกันตัดเม็ดยาและหยิบใส่ซองยา ตามตัวอย่างที่ฉันจัดไว้ให้ ซองแล้วซองเล่าด้วยความตั้งใจ จนได้ครบตามจำนวนที่กำหนด แล้วก๋งก็พาน้องโอ๊ตนั่งรถโดยสารกลับบ้าน รอคอยวันนัดติดตามผลการรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้ดื้อยาสูตรที่สองอีก
เรื่องราวของก๋งและน้องโอ๊ตทำให้ฉันได้เข้าใจว่ายาต้านไวรัสที่เป็นกุญแจสำคัญ ไม่ใช่แค่เป็นยารักษาโรคทางกาย แต่ยังเป็นยาวิเศษในใจที่ทำให้การเกิดเรียนรู้มากมาย ...หน้าที่ของเภสัชกรที่เป็นไปได้มากกว่าการจ่ายยาเพียงอย่างเดียว ฉันได้มองลึกลงไปถึงชีวิตของคนที่กินยามากกว่าสนใจแต่เม็ดยาที่ไร้ชีวิต ได้เปิดหัวใจทำความรู้จักผู้คนรอบกายมากขึ้น  ทั้งคุณหมอผู้ใจดี คุณพยาบาลผู้ทุ่มเท  รวมถึงเจ้าหน้าที่ในห้องยาที่แบ่งเงินให้เด็ก ทั้งที่ตัวเองก็บ่นว่าไม่มีเงิน  ทำให้ฉันได้รู้ว่าตอนนี้ ในวันนี้ชีวิตของโอ๊ต....ไม่ได้มีแต่ก๋งอีกต่อไป
ตอนนี้น้องโอ๊ตสามารถจัดยากินเองได้ ระดับภูมิคุ้มกันก็เริ่มเพิ่มขึ้น เจ็บไข้ได้ป่วยน้อยลง ซึ่งก๋งก็อยากให้น้องโอ๊ต กลับไปเรียนหนังสือต่อ แม้ว่าโรคที่อยู่คู่กับน้องโอ๊ตนั้นจะยังไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่ก็ไม่สามารถทำลายรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กคนนี้ลงได้
อย่างไรก็ตามน้องโอ๊ตคนนี้ก็จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ดูแลเพียงคนเดียวในชีวิต ซึ่งก็คือก๋งในใจของฉันจึงอยากให้ก๋งอยู่กับน้องโอ๊ตไปอีกนานเท่านาน ได้เห็นน้องโอ๊ตก็มีสุขภาพดีขึ้นทั้งกาย ใจ และสังคม เป็นความหวังของก๋ง และยังคงเป็นแรงบันดาลใจของตัวฉันด้วยเช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น