วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาเหลือใช้”


              เมื่อสองสามปีก่อนได้มีการรณรงค์ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ ยาเหลือใช้ โดยริเริ่มโครงการกล่องบริจาคยาที่หน้าห้องจ่ายยาเพื่อรับคืนยาเหลือใช้คืนเพื่อลดยาหมดอายุ พบว่ามียาเหลือคืนเป็นจำนวนมาก ยาส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพดี คิดเป็นมูลค่าประหยัดให้กบโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งนั้นกลับทำให้ได้เห็นถึงอีกปัญหา นั่นคือ ความไม่ร่วมมือจากการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ เพรายาที่มักเป็นยาโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง
               ช่วงเช้าของวันทำงาน เจ้าหน้าที่ได้แกะถุงยาบริจาคใบใหญ่ซึ่งภายในมีกล่องยาจำนวนมากบรรจุอยู่ เมื่อนำมาคิดมูลค่าก็พบว่ายาที่ได้รับคืนเพียงชนิดเดียวนั้นมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนสามหมื่นบาท บนยาแต่ละกล่องยังคงมีฉลากยา ระบุชื่อคนไข้คนเดียวกัน ยาที่ได้รับยาในแต่ละครั้งถูกมัดไว้ด้วยกันอย่างดีเหมือนไม่เคยถูกเปิดออกมาใช้เลย
               
              จากการตรวจสอบข้อมูลก็พบว่าคุณลุงเป็นคนไข้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ที่จำเป็นต้องได้รับยาชนิดนี้เพื่อต้านการทำงานของฮอร์โมนเพศชายที่เป็นตัวเร่งให้โรคร้ายกำเริบรุนแรงขึ้น  สอดคล้องกับประวัติการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลของคุณลุง โดยญาติที่มารับยาแทนคงไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้คุณลุงไม่รับประทานยาชนิดนี้
             แม้ว่าคุณลุงไม่ใช่คนแรกที่คืนยาที่มีมูลค่าสูงเช่นนี้ บางคนเก็บยานั้นไว้จนยาหมดอายุแล้ว สิ่งที่มากกว่ามูลค่ายาที่สูญเปล่าคือความรู้สึกเป็นห่วงสุขภาพของผู้ที่ใช้ยา ยังไงเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เป็นบทเรียนที่ตอกย้ำถึงความสำคัญที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยต้องร่วมมือกันทบทวนถึงปัญหายาเหลือใช้กันต่อไป

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาสลับซอง”

            จริงๆแล้วภาพนี้ต้องการสื่อถึงยามากกว่าสิบรายการที่ผู้ป่วยได้รับ โดยหนึ่งในนั้นมียาความดันที่แพทย์จำเป็นต้องปรับเพิ่มยาตามระดับความดันที่ยังอยู่เหนือค่าปกติ จากเดิมที่กินยาความดันครั้งละหนึ่งเม็ด วันละหนึ่งครั้ง เป็นกินยาครั้งละหนึ่งเม็ด วันละสองครั้ง เป็นปัญหาที่พบบ่อยว่าผู้สูงอายุมักจะกินยาเหมือนเดิมตามความทรงจำครั้งก่อน ทำให้ยาไม่เพียงพอที่จะควบคุมความดันให้ลงได้
             แต่เมื่อพิจารณาเข้าไปในรายละเอียดจะพบแผงยาเบาหวานอยู่ในซองที่เป็นยาความดัน จากการคาดคะเนตามประสบการณ์ก็พบว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากยาทั้งสองชนิดมีขนาดแผงเท่ากันและสีแผงยาคล้ายกัน เป็นเรื่องอันตรายถ้าคุณยายหยิบยาเบาหวานมากินเพราะคิดว่าเป็นยาความดัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด ใจสั่น จากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ในขณะที่ความดันโลหิตอาจจะสูง เป็นผลจากการไม่ได้รับยาลดความดันที่สมควรจะได้
             ในกระบวนการคัดเลือกยา มีความพยายาม เพื่อป้องกันการจัดยาผิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบังคับโรงงานผลิตยาให้แตกต่างกันทุกชนิด นอกจากนั้นผู้สูงอายุหลายคนมักจะแกะเม็ดยาออกจากแผงที่ได้รับจากโรงพยาบาลเพื่อความสะดวกในการหยิบกินแต่ถ้าสลับเม็ดยากัน ยาเม็ดกลมๆขาวๆนั้นก็อาจจะไม่ใช่ยาที่ถูกต้องสำหรับคนไข้ และยาบางรายการยังมีปัญหาเรื่องความชื้นและแสงแดดที่ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง จนต้องบรรจุยาไว้ในแผง จนกว่าจะเปิดกิน

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ฉลากยาตัวเล็ก”


            เมื่อปลายปีที่แล้วห้องยาได้ปรับปรุงฉลากยาให้มีตัวอักษรขนาดใหญ่และชัดเจนขึ้น เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการอ่านฉลากของผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ดูเหมือนว่าจะยังคงไม่เพียงพอกับสายตาของผู้ป่วยสูงวัยหลายๆคน ดังตัวอย่างของคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังได้รับยาและคำแนะนำจากฉัน เมื่อฉันขอทบทวนวิธีกินยาเพื่อความแน่ใจ คุณลุงก็หยิบอุปกรณ์เสริมพิเศษ เป็นแว่นขยายพร้อมไฟส่องดูพระมาประยุกต์ใช้ในการช่วยอ่านฉลากยาด้วยความคล่องแคล่ว ทำให้ฉันประทับใจในการใส่ใจเรื่องการกินยาของคุณลุงเป็นอย่างมาก
          นอกจากนั้นยังสอดคล้องกับการพูดคุยกับลูกหลานที่รับยาแทนผู้สูงอายุก็จะได้รับคำบอกเล่าว่าเมื่อได้รับวองยากลับบ้านไปแล้ว ต้องเขียนตัวหนังสือหน้าซองยาด้วยปากกาเมจิกให้ตัวใหญ่อ่านง่ายขึ้น เพราะส่วนใหญ่คุณตาคุณยายจะจัดยาด้วยตัวเอง หลายคนรู้หนังสือแต่มีปัญหาด้านสายตาที่ฝ้าฟางตามกาลเวลา
                         
            ดังนั้นปากกาสีเข้มจึงเป็นอุปกรณ์ประจำโต๊ะจ่ายยาที่เภสัชกรมีไว้ให้บริการกับผู้ป่วยคนพิเศษที่ร้องขอเช่นเดียวกับคุณป้าที่พึงพอใจกับลายมือของฉันบนซองยาซึ่งฉันได้แต่หวังว่าคุณป้าจะใช้ยาได้อย่างถูกต้องเพื่อประโยชน์ของตัวป้าเอง

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาเปลี่ยนแผง”


         ในขณะที่ฉันนั่งจ่ายยาอยู่ ในช่วงที่ยังไม่มีคนไข้มารับยา คุณลุงคนหนึ่งถือยาสองแผงเดินเข้ามาให้ฉันช่วยดูว่าเป็นยาชนิดเดียวกันหรือไม่ เพราะแผงยาคนละสี ยาความดันตัวเดิมของคุณลุงเป็นแผงสีน้ำตาลตัวอักษรสีแดง แต่ยาความดันแผงใหม่เป็นแผงสีน้ำตาลตัวอักษรสีเขียว ในสายตาของเภสัชกร มองสักครู่ก็รู้แล้วว่าเป็นชื่อยาตัวเดียวกัน เพราะชื่อยาภาษาอังกฤษและความแรงของยาเท่ากัน เพียงแต่แตกต่างกันที่บริษัทผู้ผลิตยา เนื่องจากความจำเป็นด้านการจัดซื้อยา โดยที่แต่ละบริษัทก็มีแผงยาคนละสี ทั้งที่เป็นยาชนิดเดียวกัน  
            
เมื่อย้อนไปในครั้งก่อนคุณลุงไม่ได้มารับยาด้วยตัวเอง ทำให้ไม่ได้ฟังคำอธิบายจากเภสัชกรถึงยาเปลี่ยนบริษัท สำหรับยาโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยสูงอายุมักจะติดกับเม็ดยาแบบเดิม แผงยาแบบเดิม เภสัชกรจึงต้องเน้นอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจยารุ่นใหม่ก่อนนำยากลับไปใช้ที่บ้านทุกครั้ง แม้ว่าบางครั้งจะมีความเบื่อหน่ายที่ต้องพูดเรื่องซ้ำเดิมมากกว่ายี่สิบรอบต่อวัน แต่เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาของผู้ป่วย ไม่ให้ขาดยาเพราะไม่กล้ากินยาแบบใหม่ หรือไม่กินยาซ้ำทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่พร้อมกัน ก็เป็นความจำเป็นที่เภสัชกรผู้จ่ายยาต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาเปลี่ยนวิธีกิน"


ถ้าเรายังเป็นหนุ่มเป็นสาว การกินยาสักวันละสิบเม็ดคงยังไม่เป็นเรื่องยากแต่เมื่อเราอายุมากขึ้น สายตาที่เริ่มฝ้าฟาง นิ้วมือที่ล้าอ่อนแรง ความจำที่หลงลืมงาย คงเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการกินยา แต่ในบางครั้งความจำของผู้สูงอายุก็ดีเกินกว่าที่จะเปลี่ยนง่ายๆ พบว่าผู้สูงอายุหลายคนที่อ่านหนังสือไม่ได้จะกินยาตามความจำเดิมหรือความรู้สึกเก่าซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
                 
ถ้าครั้งก่อนเคยกินยาเท่าไหรก็จะกินยาเท่านั้นตลอด แม้ว่าในปัจจุบันคุณหมอจะเพิ่มหรือลดจำนวนยาให้เหมาะกับภาวะโรคในขณะนั้น นั่นทำให้ผลการรักษายังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หลายครั้งที่หมอลดยาลงแล้วแต่ผู้ป่วยยังกินยาเท่าเดิมก็จะทำให้ยาไม่พอนัด ส่งผลให้ขาดยาไปช่วงหนึ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความจำของผู้สูงอายุก็มีผลต่อการกินยา เพราะอาจไม่แน่ใจว่ากินยาแล้วหรือยัง การลืมกินยาก็มีผลถึงการรักษา ส่วนการกินยาซ้ำก็มีผลต่อการเกิดอาการข้างเคียงของยา ดังนั้นควรมีวิธีช่วยเตือนความจำให้ผู้สูงอายุในการกินยาอย่างต่อเนื่อง

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาต่างโรงพยาบาล”


           ในยุคสมัยนี้เราสามารถเข้าถึงยาได้ง่าย คนไข้มีโอกาสได้รับยาจากหลายแห่ง ทั้งร้านขายยา สถานีอนามัย คลินิก หรือโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรรักษาที่สถานพยาบาลเดิม เพื่อความต่อเนื่องของประวัติการรักษา แต่จากประสบการณ์พบว่าหลายครั้งที่พบว่าคนไข้เริ่มการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน โดยยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแลกกับความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา จนหมดงบประมาณและเปลี่ยนการรักษามาโรงพยาบาลรัฐบาลตามสิทธิ์การรักษา หรือคนไข้สิทธิ์ประกันสังคมที่จำเป็นต้องย้ายโรงพยาบาลไปตามสถานที่ทำงาน
            คุณหมอหน้าใหม่ในโรงพยาบาลใหม่ ก็จะพยายามเลือกยาโรคเรื้อรังตัวใหม่ให้ใกล้เคียงกับยาเดิมที่สุด แม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะไม่เหมือนเดิมเพราะต่างบริษัท หรือต่างความแรง บางชนิดต้องเพิ่มเป็นสองเม็ด บางชนิดอาจลดยาเหลือครึ่งเม็ด ถึงจะได้เนื้อยาเป็นยาตัวเดิมที่มีขนาดเท่าเดิม
                          
            แสดงให้เห็นว่าเภสัชกรเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการให้คำอธิบายและเปรียบเทียบยาเก่าจากโรงพยาบาลเก่ากับยาใหม่จากโรงพยาบาลใหม่ โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนยา ให้คำแนนำเน้นย้ำวิธีกินที่อาจมีความเปลี่ยนแปลง ทั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่เหมาะสม





ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ยาไม่เต็มเม็ด”


ยาบางตัวหมอจำเป็นต้องให้เริ่มกินไม่เต็มเม็ด โดยต้องแบ่งครึ่งเม็ดยา ยกตัวอย่าง ยาโรคหัวใจ ยาละลายลิ่มเลือดซึ่งผู้ป่วยควรได้รับยาตามขนาดยาที่แนะนำ ดังนั้นต้องแบ่งเม็ดยาจึงควรให้ได้เป็นสองซีกเท่ากัน
จากการสำรวจพบว่า อุปกรณ์ที่ใช้หักครึ่งเม็ดยายอดนิยมของผู้สูงอายุ คือการใช้นิ้วมือทั้งสอง กดแบ่งตรงเส้นขีดกลางเม็ด ซึ่งอาจทำให้เม็ดยาแต่ละซีกไม่เท่ากัน อีกหนึ่งอปกรณ์ก้คือมีดปลอกผลไม้ ที่ไม่สะดวกในการแบ่งยาเม็ดกลมผิวลื่นๆ เพราะทำให้ยากระเด็นหาย บางคนใช้ฟันกัดแบ่งเม็ดยา แล้วเก็บยาอีกส่วนไว้กินต่อ ยาหลายตัวสามารถหักแบ่งได้ง่าย แต่บางเม็ดก็แข็งมากจนหักแล้วแต่กระเด็นเป็นผง บางคนก็ทิ้งยาอีกครึ่งเม็ดไป บางคนพยายามกอบโกยเศษผงยาเม็ดนั้นมากินต่อ
                            
หลายคนหักเม็ดยาแล้วแตกหล่นหกกระเด็ก จึงแก้ปัญหาโดยการกินยาทั้งเม็ด แต่ก็ทำให้จำนวนยาไม่พอ ต้องตามไปแก้ปัญหาต่อโดยการซื้อยามากินเพิ่มเองหรือเอายาของคนอื่นมากินแทน ซึ่งก็เท่ากับคนไข้ได้รับยาเกินขนาดที่หมอสั่งจริงๆ หรือบางคนก็เปลี่ยนการกินยาครึ่งเม็ดวันละครั้งเป็นหนึ่งเม็ดวันเว้นวันแทน ซึ่งก็ดีกกว่าวิธีแรกแต่ไม่แน่ใจว่าฤทธิ์ของยาจะครอบคลุมพอที่จะควบคุมอาการไม่ให้กำเริบได้หรือไม่
 นอกจากสายตาและแรงมือของผู้สูงอายุ ที่จำเป็นต้องแบ่งยาที่ไม่มีขีดกลาง ยิ่งยากขึ้นไปอีกถ้าคุณตาคุณยายต้องแบ่งยาเม็ดเล็กๆออกเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่
สมัยนี้มีเครื่องตัดเม็ดยาที่มีจำหน่ายตามร้านยาขนาดใหญ่ในราคาไม่แพง แต่ยังมีราคาสูง สามารถใช้ได้นาน ใบมีดของเครื่องตัดเม็ดยาจะผ่ากลางเม็ดยาให้ได้ยาสองซีกที่มีขนาดเท่าๆกัน

ภาพเล่าเรื่องห้องยา “ฉลากยากินยาก”


                 ยามีมากมายหลายชนิด แล้วยาแต่ละชนิดก็มีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันขึ้นกับสภาพผู้ป่วยและความรุนแรงของโรค วิธีการใช้ยาที่เรามักจะคุ้นเคยกัน อย่างมากก็ต้องรู้ว่าใช้ยาครั้งละกี่เม็ด วันละกี่ครั้ง กินยาก่อนอาหารหรือหลังอาหาร นอกจากนั้นก็จะเป้นคำแนะนำเพิ่มเติม แล้วแต่ชนิดของยาเช่น ยานี้จำเป็นต้องกินยาทุกวันจนหมดเพื่อป้อกันเชื้อโรคดื้อยาหรือว่ายานี้จำเป็นต้องกินหลังอาหารทันทีเพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาการ
            บนฉลากยาก็จะต้องมีข้อมูลการใช้ยาระบุไว้อย่างครบถ้วนแต่ก็มียาบางชนิดที่มีวิธีการใช้ยาที่ยุ่งยากซับซ้อน เสี่ยงต่อการเข้าใจผิดของคนกินยา ดังนั้นเภสัชกรจึงจำเป็นต้องเน้นย้ำวิธีการกินยา แต่หลายครั้งที่ผู้ป่วยก็ไม่มได้มารับยาด้วยตัวเอง ทำให้ขาดข้อมูลที่จำเป็นนั้น ยกตัวอย่างเช่นจำนวนเม็ดยาที่กินในแต่ละมื้อไม่เท่ากัน
            ยาบางชนิดที่มีความสำคัญมาก แพทย์จำเป็นต้องปรับขนาดยาให้จำนวนเม็ดยาที่กินในแต่ละวันไม่เท่ากัน เช่น วันจันทร์  อังคาร พุธ กินยาครั้งละหนึ่งเม็ด แต่ถ้าเป็นวันพฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ให้กินครั้งละครึ่งเม็ดแทน อาจสร้างความสับสนในการกินยาให้กับผู้ป่วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องความจำ คงมีคำถามเกิดขึ้นมากมายเช่น วันนี้วันอะไร แล้ววันนี้ต้องกินกี่เม็ด แล้ววันนี้กินไปแล้วหรือยัง?